朱拉玛尼寺
ธรรมนีติ

อิตฺถีกณฺฑ — หมวดว่าด้วยสตรี

ธรรมนีติ · 15 คาถา พร้อมคำแปลและขยายความ

๑๕๖. เลือกคู่จากตระกูลดี

วาเรยฺย กุลชํ ปญฺโญ วิรูปมปิ กญฺญกํ หีนาย ปิ สุรูปาย วิวาหํ สทิสํ กเร ฯ

ผู้มีปัญญาพึงเลือกหญิงสาวที่เกิดในตระกูลดีเป็นคู่ แม้นางจะมีรูปไม่งามก็ตาม ส่วนหญิงรูปงามแต่ชาติต่ำ เขาก็อาจยกขึ้นให้เสมอกันได้ด้วยการสมรส

ผู้มีปัญญาควรเลือกคู่ครองจากตระกูลดี เพราะการอบรมเลี้ยงดูมักปลูกฝังความประพฤติทางศีลธรรม ความขยัน และความเข้ากันได้ทางสังคม แม้นางจะขาดความงามตามค่านิยม อุปนิสัยอันดีงามก็ประกันความกลมเกลียวและความเจริญของครัวเรือน ในทางกลับกัน ชายผู้มีปัญญาอาจยกระดับหญิงที่งามแต่อุปนิสัยหรือชาติกำเนิดด้อย ให้กลายเป็นคู่ที่เสมอกันได้ ผ่านความประพฤติและการชี้นำของตน ด้วยค่านิยมและความเคารพที่มีร่วมกัน

๑๕๗. ลักษณะของกุลสตรีที่พึงเลือก

สามา มิคกฺขี สุเกสี ตนุมชฺฌิมทนฺตวา ทสฺสนียา มุขวณฺณา คมฺภีรนาภิ วาจกา สุสีลา วายมติ จ หีนกุเล ปิ วิวาหเย ฯ

หญิงผิวคล้ำ มีดวงตาดุจตากวาง ผมสวย เอวบาง ฟันเรียบเสมอ ใบหน้างดงามน่าดู สะดือลึก พูดจาไพเราะ มีศีล และขยันขันแข็ง แม้มาจากตระกูลต่ำ ก็พึงรับมาเป็นคู่ได้

คาถานี้พรรณนาคุณลักษณะทางกายและทางบุคลิกของเจ้าสาวที่เหมาะสม ลักษณะทางกายเช่น เอวบาง ฟันเรียบ สะดือลึก สะท้อนมาตรฐานความงามตามจารีต แต่ที่สำคัญกว่าคือคุณสมบัติส่วนตัวอันพึงปรารถนา ได้แก่ ความประพฤติมีศีล ความขยันขันแข็ง และวาจาไพเราะ ชายพึงรับหญิงที่มีคุณสมบัติเหล่านี้แม้นางมาจากตระกูลต่ำ เพราะอุปนิสัยและคุณความดีส่วนตัวมีน้ำหนักเหนือความเสียเปรียบทางชาติกำเนิด คาถาจึงเน้นคุณสมบัติของตัวบุคคลเป็นสำคัญ

๑๕๘–๑๕๙. ภรรยาผู้ประเสริฐทำหน้าที่หลายบทบาท

ภุตฺโต มาตา ว โภเชสิ สรเณสุ จ ธาติโย กมฺเมสุ สกปนฺติ จ กตกมฺเมสุ ธาติ นํ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐา นิจฺจํ สยเนสุ จ วณฺณิภา กุเลสุ ภาตรํ วาจี ยา นารี เสฏฺฐสมฺมตา ฯ

หญิงใดเลี้ยงดูสามีดุจมารดาเลี้ยงบุตร เป็นดุจพี่เลี้ยงในยามมีภัย มีความเมตตาในการงาน เป็นผู้รักษางานที่ทำสำเร็จแล้ว ตั้งมั่นในหน้าที่อยู่เสมอ งดงามในเรือน พูดจาดุจญาติในระหว่างตระกูล หญิงนั้นท่านยกย่องว่าประเสริฐ

นางเป็นดุจพี่เลี้ยงในยามคับขัน เป็นมารดาผู้หล่อเลี้ยงดูแลครัวเรือน และเป็นผู้พิทักษ์ที่ขยันบริหารงานและรักษาสิ่งที่สำเร็จแล้ว นางมั่นคงในหน้าที่ ปรนนิบัติอย่างสง่างามในเรือน และทำตัวเป็นญาติผู้ประสานสัมพันธ์อันดีกับตระกูลอื่น อุดมคตินี้ผสานบทบาทผู้ดูแล ผู้จัดการ ผู้พิทักษ์ และทูตเข้าด้วยกัน หญิงที่รวมทักษะปฏิบัติ ความมั่นคงในหน้าที่ และความฉลาดทางสังคมเช่นนี้ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศโดยชอบ

๑๖๐. ไม่ดูหมิ่นสามีผู้เลี้ยงดู

โย นํ ภรติ สพฺพทา นิจฺจํ อาตาปิ อุสฺสุโก สพฺพกามหรํ โปสํ ภตฺตารํ นาติมญฺญติ ฯ

นางย่อมไม่ดูหมิ่นสามีผู้เลี้ยงดูนางอยู่เสมอ ผู้มีความเพียรขยันขันแข็งเป็นนิตย์ ผู้นำความสุขทั้งปวงมาให้และหล่อเลี้ยงนาง

ภรรยาไม่พึงดูหมิ่นหรือเหยียดสามีผู้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ คือผู้เลี้ยงดูครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ ขยันขันแข็ง และจัดหาทั้งปัจจัยจำเป็นและความสุขให้ ความเนรคุณต่อสามีเช่นนั้นถือเป็นความผิดร้ายแรง คาถาตอกย้ำคุณค่าของการตอบแทนและความเคารพในความเป็นคู่ครอง การรับรู้และให้เกียรติการเลี้ยงดูที่สามีทุ่มเทคือหน้าที่ของภรรยาที่สอดคล้องกัน อันประกันความซาบซึ้งและความกลมเกลียวในเรือน

๑๖๑. ภรรยาที่ดีไม่ยั่วโทสะสามี

น จาปิ สฺวตฺถิ ภตฺตารํ อิจฺฉาจาเรน โรสเย ภตฺตุ จ ครุโน สพฺเพ ปฏิปูเชติ ปณฺฑิตา ฯ

หญิงที่ดีไม่พึงยั่วโทสะสามีด้วยการทำตามอำเภอใจ และหญิงผู้มีปัญญาย่อมเคารพบูชาครูอาจารย์ของสามีทุกท่าน

ภรรยาผู้มีปัญญาไม่พึงยั่วโทสะสามีด้วยความทะเยอทะยานเพื่อตนเองหรือความดื้อรั้นที่บั่นทอนความสงบในเรือน ยิ่งกว่านั้น นางพึงให้เกียรติและปรนนิบัติไม่เพียงสามี แต่รวมถึงครูอาจารย์และผู้ใหญ่ของสามีด้วย แสดงความเข้าใจว่าการเคารพสามีรวมถึงการเคารพแหล่งความรู้และคุณธรรมของเขา คาถาวางการครองเรือนที่ดีให้เชื่อมโยงกับเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมและทางธรรมที่กว้างขึ้น โดยเคารพลำดับความเป็นครูที่ชี้นำเขา

๑๖๒–๑๖๓. ภรรยาที่ดีย่อมเกิดในเทวโลก

อุฏฺฐาหิกา อนลสา สงฺคหิตปริชฺชนา ภตฺตุ มนาปํ จรติ สมฺภตมนุรกฺขติ เอวํ วตฺตติ ยา นารี ภตฺตุ ฉนฺทวสานุคา มนาปา นาม เต เทวา ยตฺถ สา อุปปชฺชติ ฯ

หญิงผู้ขยันไม่เกียจคร้าน สงเคราะห์บริวารด้วยดี ประพฤติเป็นที่พอใจของสามี และคอยรักษาทรัพย์ที่หามาได้ หญิงที่ประพฤติเช่นนี้ คล้อยตามความปรารถนา (อันชอบธรรม) ของสามี ย่อมเกิดในหมู่เทพชื่อว่า "มนาปา" (ผู้น่าพอใจ)

นางขยันขันแข็งไม่เกียจคร้าน ปฏิบัติต่อบริวารในเรือนด้วยความกรุณาและความสามารถ รักษาความกลมเกลียว อยู่ร่วมกับสามีอย่างผาสุก เสริมสร้างความรักและความเป็นเพื่อน ทั้งยังเป็นผู้รักษาทรัพย์ที่สั่งสมมาด้วยกันอย่างรอบคอบ เพราะดำเนินชีวิตตามความปรารถนาอันชอบธรรมของสามี นางจึงเกิดในหมู่เทวดาที่ชื่อ "มนาปา" อันเหมาะสม อุปนิสัยอันกลมเกลียวที่บ่มเพาะในเรือน จึงไปบรรลุผลในแดนสวรรค์แห่งความปรองดองสมบูรณ์

๑๖๔. สตรีที่ดีคือสมบัติและผู้ปรนนิบัติอันเลิศ

อิตฺถิเยกจฺจิยา วา ปิ เสยฺยา วุตฺตา ว มุนินา ภณฺฑานํ อุตฺตมํ อิตฺถี อคฺคุปฏฺฐายิกา ติ ปิ ฯ

แม้สตรีบางจำพวกก็ได้รับการกล่าวสรรเสริญจากพระมุนี (พระพุทธเจ้า) ว่า สตรีเป็นยอดแห่งสมบัติ และเป็นผู้ปรนนิบัติอันเลิศ

คำสรรเสริญนี้เฉพาะเจาะจงและสูงส่ง สตรีที่ดีถูกยกย่องว่าเป็นยอดแห่งสมบัติ คือเป็นทรัพย์อันล้ำค่าที่สุดที่ครัวเรือนหนึ่งจะมีได้ มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์ทางวัตถุใด และยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ปรนนิบัติอันเลิศ บ่งบอกความสามารถอันหาที่เปรียบมิได้ในการรับใช้สามีและครอบครัวด้วยความภักดี ความชำนาญ และเป็นประโยชน์ มีสตรีผู้ทรงคุณวิเศษซึ่งคุณธรรม ความภักดี และความสามารถทำให้นางเป็นพรอันสูงสุด คาถานี้จึงสรรเสริญสตรีผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง (ตั้งแต่คาถาถัดไปจนจบหมวด กล่าวถึงลักษณะด้านลบบางประการ โปรดอ่านพร้อมหมายเหตุเชิงวิชาการต้นหมวด)

๑๖๕. ความระแวดระวังในที่ลับ

มาตรา ธีตรา วา ปิ ภคินิยา วิจกฺขโณ น วิวิตฺตาสเน มนฺเต นารี มายาวินี นนุ ฯ

ผู้มีวิจารณญาณไม่พึงสนทนาในที่ลับกับสตรี แม้เป็นมารดา ธิดา หรือพี่น้องสตรี ด้วยว่าสตรีมีมายาหรือมิใช่หรือ?

คาถาเตือนผู้มีวิจารณญาณมิให้สนทนาในที่ลับตาคนกับสตรี แม้เป็นมารดา ธิดา หรือพี่น้องสตรีของตน คำถามเชิงสำนวนสะท้อนความระแวงต่อสตรีตามทัศนะของคัมภีร์โบราณ ที่ว่าราคะหรือเล่ห์อาจเกิดขึ้นได้แม้ในความสัมพันธ์ที่ดูปลอดภัย สะท้อนการเน้นย้ำตามจารีตให้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่สิ่งยั่วยุทางกามหรือเรื่องอื้อฉาว โดยสนับสนุนการวางขอบเขตอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ทางศีลธรรม (พึงพิจารณาว่าหลักนี้เป็นข้อระวังเชิงป้องกันในบริบทโบราณ มิใช่การตัดสินคุณค่าของสตรีโดยรวม)

๑๖๖. (ตามทัศนะคัมภีร์) ความว่องไวของสตรี

วิชฺชุตานญฺจ โลลตฺตํ สตฺถานญฺจาติติกฺขตํ สิงฺฆตํ วายุเตชานํ อนุกุพฺพนฺติ นาริโย ฯ

สตรี (ตามทัศนะคัมภีร์) ย่อมว่องไวดุจสายฟ้า คมดุจดาบ และรวดเร็วดุจลมและไฟ

ตามทัศนะของคัมภีร์โบราณ สตรีถูกพรรณนาว่าว่องไวและคาดเดายากดุจสายฟ้า คมและบาดลึกดุจดาบ และรวดเร็วเผาผลาญดุจลมและไฟ ภาพเหล่านี้สื่อถึงความผันแปร พลังที่ควบคุมยาก และความรวดเร็วท่วมท้น เป็นการพรรณนาเชิงเตือนให้ระวังพลังและความผันแปรนี้ พึงอ่านโดยตระหนักตามหมายเหตุต้นหมวดว่าเป็นการเหมารวมเกินจริง ซึ่งใช้ได้กับบางคนเท่านั้น

๑๖๗. (ตามทัศนะคัมภีร์) พลังของสตรี

ทิคุโณ ถีนมาหาโร พุทฺธิ จาปิ จตุคฺคุณา ฉคฺคุโณ โหติ วายาโม กาโม ตฺวฏฺฐคุโณ ภเว ฯ

(ตามทัศนะคัมภีร์) อาหารของสตรีเป็นสองเท่า สติปัญญาเป็นสี่เท่า ความเพียรเป็นหกเท่า ส่วนกามฉันทะเป็นแปดเท่า

นี่มิใช่ตัวเลขตามตัวอักษร แต่เป็นวิธีสื่อเชิงสัญลักษณ์ว่า ตามทัศนะคัมภีร์ พลังต่าง ๆ ของสตรี ทั้งความปรารถนา ปฏิภาณ ความพากเพียร และแรงขับ ถูกขยายขึ้นอย่างมาก โดยเน้นแรงปรารถนาทางกามเป็นพิเศษ พรรณนาพลังของสตรีว่ายิ่งใหญ่และหลากหลายด้าน พึงอ่านพร้อมหมายเหตุต้นหมวดว่าเป็นการเหมารวมในเชิงคติโบราณ มิใช่ข้อเท็จจริงสากล

๑๖๘. (ตามทัศนะคัมภีร์) ความไม่อิ่มในกาม

เอกเมกาย อิตฺถิยา อฏฺฐอฏฺฐปติโน สิยุํ สูรา จ พลวนฺโต จ สพฺพกามรสาหรา กเรยฺย นวเม ฉนฺทํ อูนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ

(ตามทัศนะคัมภีร์) สตรีคนหนึ่งแม้จะมีสามีถึงแปดคนตามลำดับ ล้วนเป็นผู้กล้าหาญ มีกำลัง นำรสกามทั้งปวงมาให้ ก็ยังอาจปรารถนาคนที่เก้า เพราะนางยังรู้สึกไม่อิ่ม

แม้สตรีจะมีสามีถึงแปดคนตามลำดับ และแต่ละคนเป็นผู้กล้าหาญ เป็นผู้จัดหาความสุขทุกอย่าง นางก็ยังอาจกระหายคนที่เก้า ด้วยเหตุว่ายังรู้สึกไม่อิ่ม นี่สะท้อนทัศนะตามจารีตที่มองกามารมณ์ของสตรีว่าไร้ขอบเขตและไม่อาจสนองได้ด้วยจำนวนคู่หรือความสุขทางผัสสะใด เป็นคติเตือนตามคัมภีร์ พึงอ่านโดยตระหนักตามหมายเหตุต้นหมวด ว่าเป็นการเหมารวมที่ใช้ได้กับบางกรณีเท่านั้น

๑๖๙. ลักษณะแม่ที่บุตรพึงละ

วิวาทสีลี อุสฺสุยา ปสฺสนฺตตณฺหิกาคตา อมิตาภุญฺชนนิทฺทา สตํ ปุตฺตา ปิ ตํ ชเห ฯ

แม้บุตรตั้งร้อยคนก็ควรละทิ้งหญิงที่ชอบทะเลาะ ขี้ริษยา มองด้วยตัณหา และกินนอนไม่มีประมาณ

คาถานี้แสดงลักษณะที่ทำให้สตรีน่าตำหนิจนแม้บุตรของตนเองก็ควรละทิ้ง ได้แก่ ความชอบทะเลาะ ความริษยา การมองด้วยตัณหาหรือความโลภ และการกินนอนไม่มีประมาณ อันเป็นเครื่องหมายของความตะกละและความเกียจคร้าน สตรีเช่นนั้นบกพร่องในคุณธรรมพื้นฐานของมารดาและแม่บ้าน คือ ความสงบ ความเอื้อเฟื้อ ความสำรวม และการบังคับตน ภาพเกินจริงของบุตรร้อยคนที่ละนางไป ตอกย้ำว่าข้อบกพร่องเหล่านี้ทำลายแม้สายสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด (พึงเข้าใจว่าเป็นการตำหนิ "ลักษณะนิสัย" เฉพาะ มิใช่เหมารวมสตรีทั้งปวง)

๑๗๐. (ตามทัศนะคัมภีร์) จิตใจที่แปรปรวน

ลปนฺติ สทฺธิมญฺเญน ปสฺสนฺตญฺญํ สวิพฺภมา จิตฺตกํ จินฺตยนฺตญฺญํ นารีนํ นาม โก ปิโย ฯ

(ตามทัศนะคัมภีร์ บางจำพวก) คุยกับคนหนึ่ง ขณะชายตามองอีกคนด้วยอาการกระสับกระส่าย และคิดถึงอีกคนในใจ ใครเล่าจะเป็นที่รักของสตรี (เช่นนั้น)?

พรรณนาสตรี (จำพวกหนึ่ง) ที่คุยกับชายคนหนึ่ง ขณะที่ดวงตาเหลือบมองอีกคนด้วยราคะ และใจคิดถึงคนที่สาม สำหรับสตรีจำพวกนี้ ไม่มีใครได้ความภักดีหรือความรักอย่างแท้จริง ความสนใจและความปรารถนาแยกแตกและเลื่อนไปเรื่อย ผู้ชำระต้นฉบับตั้งข้อสังเกตเองว่า นี่อาจเป็นจริงสำหรับสตรีบางคน แต่ย่อมไม่ใช่ทั้งหมด พึงอ่านตามหมายเหตุต้นหมวด

๑๗๑. (ตามทัศนะคัมภีร์) ธรรมชาติการพูดของสตรี

คณฺเหยฺย วาตํ ชาเลน สาครเมกปาณินา โอสิญฺเจยฺย จ ตาเลน สเกน ชนเย รวํ ปมทาสุ วิสชฺเชยฺย อิตฺถิเยสา ว ธมฺมตา ฯ

(ตามทัศนะคัมภีร์) คนเราอาจจับลมด้วยตาข่าย วักน้ำทะเลทั้งหมดด้วยมือเดียว ทำเสียงดังด้วยฝ่ามือข้างเดียว ได้ง่ายเสียยิ่งกว่าจะห้ามสตรีมิให้พูด (จา) ในหมู่สตรี นี้เป็นธรรมดาของสตรี

ตามทัศนะคัมภีร์โบราณ ธรรมชาติช่างพูดและไม่เก็บความลับของสตรี (จำพวกหนึ่ง) ถูกมองว่าเปลี่ยนแปลงยากดุจกฎธรรมชาติ คือ การจับลมด้วยตาข่าย วักทะเลด้วยมือเดียว หรือทำเสียงด้วยฝ่ามือข้างเดียว ยังง่ายกว่าจะห้ามสตรีมิให้พูดคุยกัน เป็นคติเตือนเชิงเหมารวมตามจารีต พึงอ่านโดยตระหนักตามหมายเหตุต้นหมวด

๑๗๒. (ตามทัศนะคัมภีร์) ความยากในการกล่าวโทษให้สิ้น

ชิวฺหา สหสฺสิโก โย หิ ชีเว วสฺสสตํ นโร เตน นิกมฺมุนา วุตฺโต ถีโทโส กึ ขยํ คโต ฯ

แม้ชายผู้มีลิ้นพันลิ้น มีอายุยืนตั้งร้อยปี กล่าว (โทษสตรี) ด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่ โทษของสตรีจะถึงความสิ้นไปได้หรือ?

คาถานี้ปิดท้ายหมวดด้วยคำถามเชิงสำนวน เน้นความเปล่าประโยชน์ของการพยายามแจกแจงหรือกำจัดข้อบกพร่องของสตรีให้หมดสิ้น แม้ชายจะมีลิ้นพันลิ้นและอายุยืนร้อยปี พูดไม่หยุดด้วยความเพียรอันยิ่ง ก็ไม่อาจแจกแจงเรื่องข้อด้อยให้จบ และคำพูดนั้นก็ไม่อาจทำลายข้อด้อยได้ ผู้ชำระต้นฉบับย้ำว่า เช่นเดียวกับคาถาอื่นท้ายหมวดนี้ พึงเข้าใจว่าใช้ได้กับบางคน มิใช่ทั้งหมด ทั้งชายและหญิงต่างมีข้อบกพร่องตามอุปนิสัย ไม่พึงเหมารวม

จบ อิตฺถีกณฺฑ (หมวดว่าด้วยสตรี) คาถาที่ ๑๕๖–๑๗๒ รวม ๑๗ คาถา